ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแอริโซนา ใช้ AI มาวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม พบพื้นที่หญ้าทะเลทั่วโลกกว่า 148,500 ตารางกิโลเมตร กำลังถูกคุกคามหนัก

“หญ้าทะเล” (Seagrass) มีพื้นที่ครอบคลุมไม่ถึง 0.1% ของพื้นมหาสมุทรทั้งหมด แต่เป็นหนึ่งในระบบนิเวศที่มีความสำคัญที่สุดต่อการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตบนโลก ใบหญ้าเล็กๆ ที่พลิ้วไหวใต้ผืนน้ำทำหน้าที่เป็นทั้งบ้าน อนุบาลสัตว์ทะเล ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง และที่สำคัญที่สุดคือเป็น “แหล่งกักเก็บคาร์บอน” (Blue Carbon) ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าป่าหลายเท่า ทว่าตลอดทศวรรษที่ผ่านมา มนุษย์กลับขาดข้อมูลเชิงพื้นที่ที่แม่นยำในการติดตามสถานการณ์หญ้าทะเลในระดับโลก

ล่าสุด ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแอริโซนา (ASU) ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ทางวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม โดยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม Sentinel-2 จำนวนมหาศาลกว่า 4.75 ล้านภาพ เพื่อสร้าง “แผนที่หญ้าทะเลระดับโลก” ที่มีความละเอียดสูงเป็นครั้งแรก

ผลการศึกษาไม่เพียงแต่พบว่า โลกของเรามีพื้นที่หญ้าทะเลรวมกว่า 148,500 ตารางกิโลเมตร แต่จากการเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างปี 2019–2020 กับปี 2023–2024 ได้เผยให้เห็นถึง “อัตราการสูญเสียที่น่าตกใจ” และส่งสัญญาณวิกฤตที่กำลังคุกคามระบบนิเวศชายฝั่งทั่วโลก

ปริศนาใต้ผืนน้ำและข้อจำกัดของข้อมูลในอดีต

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญในการสำรวจหญ้าทะเล นั่นคือ “ความลึกลับและความท้าทายทางกายภาพของมหาสมุทร” การสำรวจหญ้าทะเลในอดีตมักใช้วิธีการลงพื้นที่สำรวจจริง (In-situ Survey) โดยนักดำน้ำ การใช้เรือสำรวจ หรือการใช้นิเวศวิทยาแบบสุ่มตรวจ ซึ่งแม้จะให้ข้อมูลที่ละเอียดในระดับท้องถิ่น แต่กลับไม่สามารถนำมาขยายผลเพื่ออธิบายภาพรวมระดับโลกได้

หญ้าทะเล

นอกจากนี้ อุปสรรคทางธรรมชาติ เช่น ความตื้น-ลึกของน้ำ ความขุ่นของกระแสน้ำ เงาเมฆบนท้องฟ้า และแสงสะท้อนบนผิวน้ำ ทำให้การใช้ภาพถ่ายดาวเทียมแบบดั้งเดิมเจอปัญหา “ความบิดเบือนของแสง” ส่งผลให้การระบุพื้นที่หญ้าทะเลมีความคลาดเคลื่อนสูง หลายพื้นที่ถูกวิเคราะห์ผิดพลาดว่าเป็นแนวปะการัง โคลน หรือสาหร่ายทะเล

ผลกระทบจากข้อจำกัดนี้คือ “การขาดแคลนข้อมูลฐาน (Baseline Data) ที่แม่นยำ” เมื่อไม่มีแผนที่ที่ระบุตำแหน่งและขนาดพื้นที่อย่างถูกต้อง การวางนโยบายอนุรักษ์ การประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอน หรือการติดตามผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงทำได้ยากยิ่ง

ทีมนักวิจัยจากศูนย์วิจัยด้านการค้นพบและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมระดับโลก มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแอริโซนา จึงได้ริเริ่มโครงการนี้ขึ้นเพื่อทลายขีดจำกัดเดิมๆ ด้วยการผนวกเทคโนโลยีอวกาศเข้ากับพลังของปัญญาประดิษฐ์

ขอบคุณแหล่งที่มาจาก igreenstory

เอลนีโญจ่อรุนแรง ลากยาวถึงต้นปี 70 โลกเสี่ยง “แล้งจัด–ร้อนสุดขั้ว–ฝนหนัก”

Previous article

ไฟป่าอินโดฯ ลามสะเทือนอาเซียน ไทย–ลาวผนึกกำลังสู้ PM2.5 มั่นใจปีนี้ลดลง

Next article

You may also like

More in Innovation